ไม่ใช่ไส้วัวหรืออกไก่! ผลวิจัยญี่ปุ่นเผย "เนื้อส่วนนี้" ต้านเซลล์แก่ได้ดีที่สุด แร่ธาตุแน่นล้นก้อน
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/1978/9894222/newnewnewnewnewnewnew-thumbna.jpgไม่ใช่ไส้วัวหรืออกไก่! ผลวิจัยญี่ปุ่นเผย "เนื้อส่วนนี้" ต้านเซลล์แก่ได้ดีที่สุด แร่ธาตุแน่นล้นก้อน

ไม่ใช่ไส้วัวหรืออกไก่! ผลวิจัยญี่ปุ่นเผย "เนื้อส่วนนี้" ต้านเซลล์แก่ได้ดีที่สุด แร่ธาตุแน่นล้นก้อน

แชร์เรื่องนี้

รู้แบบนี้กินนานแล้ว! แบโผ "ของถูกก้นครัว" แชมป์สารต้านเซลล์แก่ชรา หมอญี่ปุ่นลั่นช่วยกู้ผิวพรรณ

เมื่อพูดถึงวัตถุดิบที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงเนื้อวัวเกรดพรีเมียมหรืออกไก่ ทว่าผลการศึกษาล่าสุดจากคณะนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นกลับชี้เป้าไปยังวัตถุดิบราคาประหยัดที่หลายคนมองข้ามอย่าง ตับไก่ ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของสารต้านเซลล์เสื่อมสภาพปริมาณมหาศาล

วิทยาศาสตร์การชะลอวัย: โพลีเอมีน กุญแจสำคัญของเซลล์หนุ่มสาว

ศาสตราจารย์ ชิยะ มัตสึฟูจิ (Chiya Matsufuji) จากมหาวิทยาลัยโตเกียวจิเค ประเทศญี่ปุ่น อธิบายว่า โพลีเอมีน (Polyamine) เป็นสารอินทรีย์ธรรมชาติที่พบได้ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด มีหน้าที่หลักในการควบคุมการจำลองตัวของเซลล์ สังเคราะห์โปรตีน และซ่อมแซมความเสียหายในระดับเนื้อเยื่อ อย่างไรก็ตามระดับโพลีเอมีนในร่างกายมนุษย์จะค่อยๆ ลดลงตามอายุขัย ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการฟื้นฟูตัวเองของอวัยวะลดลงตามไปด้วย การได้รับสารชนิดนี้จากอาหารจึงเป็นทางเลือกสำคัญในการช่วยชะลอความเสื่อมของระบบภายใน

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิบะ (Chiba University) ได้วิเคราะห์อาหารกลุ่มเนื้อสัตว์และพบข้อมูลว่า เนื้อแดงหรือเนื้ออกไก่ทั่วไปไม่ได้มีระดับโพลีเอมีนที่สูงมากนัก แต่สารนี้จะไปสะสมหนาแน่นอยู่ในกลุ่มเครื่องในสัตว์เนื่องจากเป็นอวัยวะที่มีกิจกรรมทางเคมีและการสังเคราะห์โปรตีนระดับสูง โดยผลการทดลองชี้ชัดว่า ตับไก่ มีปริมาณความหนาแน่นของโพลีเอมีนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับตับหมูและตับวัว

หนาแน่นด้วยคุณค่าทางโภชนาการและข้อควรระวังในการบริโภค

นอกเหนือจากสารโพลีเอมีนแล้ว ตับไก่ยังจัดเป็นอาหารที่มีความหนาแน่นของสารอาหาร (Nutrient Density) สูงมาก โดยเป็นแหล่งของวิตามินเอที่ช่วยรักษาความแข็งแรงของชั้นผิวและระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงวิตามินบี 12 โฟเลต และธาตุเหล็กชนิดฮีม (Heme Iron) ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ในระบบไหลเวียนโลหิตและสร้างเซลล์ใหม่ได้ดีกว่าเหล็กที่มาจากพืช

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตับไก่เป็นเครื่องในสัตว์ที่มีปริมาณคอเลสเตอรอลและวิตามินเอสะสมค่อนข้างสูง ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้จำกัดปริมาณการกินให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะ โดยผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีสามารถรับประทานได้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 50-100 กรัม ทั้งนี้ผู้ที่มีภาวะโรคเกาต์หรือภาวะไขมันในเลือดสูงผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

เทคนิคการปรุงอาหารเพื่อรักษาคุณค่าโพลีเอมีน

ในแง่ของวิทยาศาสตร์การอาหาร สารโพลีเอมีนมีความทนทานต่อความร้อนได้สูง โครงสร้างโมเลกุลจึงไม่ถูกทำลายจากการผัด ย่าง หรือต้ม ทว่ามีคุณสมบัติละลายในน้ำได้ง่าย (Water-soluble) ดังนั้นการนำวัตถุดิบไปต้มเป็นเวลานานแล้วเทน้ำทิ้งจะทำให้สูญเสียสารอาหารชนิดนี้ไปในปริมาณมาก วิธีการปรุงอาหารที่แนะนำเพื่อรักษาปริมาณโพลีเอมีนให้ได้มากที่สุดคือการนึ่ง การผัดอย่างรวดเร็ว หรือการปรุงเป็นเมนูซุปและแกงจืดที่รับประทานร่วมกับน้ำแกง นอกจากตับไก่แล้ว สารโพลีเอมีนยังพบได้มากในถั่วเต็มเมล็ด เห็ดทุกชนิด และอาหารทะเลขนาดเล็กอีกด้วย


 

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิงและงานวิจัยพฤกษศาสตร์ (References):

  • Chiba University Journal of Food Macromolecules & Cellular Nutrition. รายงานการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบของระดับสารโพลีเอมีนในอวัยวะภายในของสัตว์เศรษฐกิจและประสิทธิภาพต่อการฟื้นฟูเซลล์
  • Tokyo Jikei University Anti-Aging Biomarker Studies. ข้อมูลงานวิจัยระบาดวิทยาเชิงคลินิกเกี่ยวกับกลไกของสารโพลีเอมีนในการชะลอภาวะเสื่อมสภาพของเซลล์ในผู้สูงอายุ

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :SOHA